สศช.ไตรมาสแรกปี 2561 จีดีพีไทยโตร้อยละ 4.8 สูงสุดใน 5 ปี

สศช. เผย เศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกปีนี้ พุ่งแรงโตร้อยละ 4.8 สูงสุดในรอบ 5 ปี และปรับจีดีพีปีนี้เพิ่มเป็นโตร้อยละ 4.5

นายวิชญายุทธ บุญชิต รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช.กล่าวว่า เศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ในไตรมาสแรกของปี 2561 ขยายตัวร้อยละ 4.8 เร่งขึ้นจากการขยายตัวร้อยละ 4 ในไตรมาส 4 ปี 2560 ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวสูงสุดในรอบ 20 ไตรมาส หรือในรอบ 5 ปี และเป็นอัตราการขยายตัวที่สูงกว่าไต้หวัน ฮ่องกง และ สิงคโปร์ มีปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวเร่งขึ้นของการบริโภคภาคเอกชน ขยายตัวร้อยละ 3.6 เร่งขึ้นจากร้อยละ 3.4 ในไตรมาสก่อนหน้า โดยมีปัจจัยสนับสนุนมาจากการปรับตัวดีขึ้นและกระจายตัวมากขึ้นของฐานรายได้ในระบบเศรษฐกิจ มาตรการดูแลผู้มีรายได้น้อยของรัฐบาล สอดคล้องกับความเชื่อมั่นของผู้บริโภคอยู่ที่ 66.7 ระดับสูงสุดในรอบ 12 ไตรมาส การใช้จ่ายสินค้าคงทนขยายตัวร้อยละ 9.4 สอดคล้องกับยอดขายรถยนต์นั่งที่ขยายตัวร้อยละ 14.8

ด้านการลงทุนเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.4 ปรับดีขึ้นจากการขยายตัวร้อยละ 0.3 ในไตรมาสก่อนหน้า ปรับดีขึ้นทั้งการลงทุนภาคเอกชนและภาครัฐ การลงทุนภาคเอกชน ขยายตัวร้อยละ 3.1 ส่วนการลงทุนภาครัฐกลับมาขยายตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ไตรมาส อยู่ที่ร้อยละ 4 โดยการลงทุนรัฐวิสาหกิจเพิ่มขึ้นร้อยละ 11.5

ขณะเดียวกันมูลค่าการส่งออกสินค้า และ บริการ ขยายตัวสูงที่ร้อยละ 9.9 มีมูลค่า 61,788 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวในทุกาด สอดคล้องกับการขยายตัวของประเทศคู่ค้า เช่น ข้าว ขยายตัวร้อยละ 21.1 รถยนต์นั่ง ขยายตัว ร้อยละ 18.5 ชิ้นส่วนและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ขยายตัวร้อยละ 16.1 ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 55,153 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 16.3 ปริมาณการนำเข้าเพิ่มขึ้นทุกหมวดสินค้า สอดคล้องกับการส่งออกที่ขยายตัวดีต่อเนื่อง และการปรับตัวดีขึ้นของการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ขยายตัวร้อยละ 7.2

ส่วนการท่องเที่ยว มีจำนวน 10.6 ล้านคน ขยายตัวร้อยละ 15.4 รายได้จากการท่องเที่ยว 840,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 16.8 สอดคล้องกับการปรับตัวดีขึ้นของภาวะเศรษฐกิจในประเทศ และเป็นแหล่งต้นทางของนักท่องเที่ยว

นายวิชญายุทธ กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาสแรก ที่ขยายตัวดีกว่าคาด และมีการปรับเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวเป็น 2.23 ล้านล้านบาท จากเดิม 2.15 ล้านล้านบาท ทำให้สศช. ปรับจีดีพีปีนี้ขยายตัวร้อยละ 4.2-4.7 ค่ากลางร้อยละ 4.5 จากเดิมคาดขยายตัวร้อยละ 4.1 โดยมีแรงสนับสนุนจากการส่งออกขยายตัวร้อยละ 8.9 จากเดิมโตร้อยละ 6.8 ขณะที่มีแรงขับเคลื่อนจากการลงทุนภาครัฐ การใช้จ่ายภาครัฐบาล คาดว่าเบิกจ่ายทั้งปีไม่ต่ำกว่าร้อยละ 92 และยังมีการเบิกจ่ายงบประมาณเพิ่มเติมอีก 150,000 ล้านบาท การฟื้นตัวที่ชัดเจนมากขึ้นของการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะการขอรับการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ซึ่งมีมูลค่า 165,400 ล้านบาท และ การปรับตัวดีขึ้นของรายได้เกษตรกรตามการขยายตัวของราคาสินค้าเกษตรสำคัญ ๆ ยกเว้นยางพารา และปาล์มน้ำมัน ที่ราคายังลดลง

ด้านปัจจัยเสี่ยง ต้องจับตาราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งสศช.ปรับสมมุติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบ เป็น 65 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จาก 60 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งราคาน้ำมันที่ปรับขึ้น ก็น่าจะเป็นผลดีทำให้ราคาสินค้าเกษตรปรับขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะพืชพลังงาน เช่น ยางพารา และปาล์มน้ำมัน ซึ่งจะเป็นผลดีทำให้รายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้น ส่วนผลกระทบราคาน้ำมันต่อเงินเฟ้อ คาดว่ามีผลกระทบน้อยไม่กระทบต่อค่าครองชีพมากนัก โดยเงินเฟ้อทั้งปีอยู่ที่ร้อยละ0.7-1.7

นอกจากนี้ ต้องจับตาความเสี่ยงจากการดำเนิน มาตรการทางการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน และความเสี่ยงจากการเคลื่อนย้ายเงินทุน และอัตราแลกเปลี่ยน จากการขึ้นดอกเบี้ยของประเทศหลัก ทำให้สศช. ปรับประมาณการเงินบาทปีนี้แข็งค่าขึ้นอยู่ที่ 31-32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐจาก 31.50-32.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ.- สำนักข่าวไทย