องค์การอนามัยโลกประณามโลกที่ไม่ช่วยกันยับยั้งโรคหัดระบาด

องค์การอนามัยโลกประณามโลกที่ไม่ช่วยกันยับยั้งโรคหัดระบาด ทั้งที่เป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน โดยเมื่อปีที่แล้วมีคนเป็นโรคหัด 9,769,400 คน เสียชีวิต 142,300 คน ส่วนใหญ่เป็นเด็ก เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ที่มีผู้ป่วย 7,585,900 คน เสียชีวิต 124,000 คน

นายทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกกล่าวว่า ข้อเท็จจริงที่ว่ามีเด็กเสียชีวิตจากโรคที่สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีนอย่างโรคหัดเป็นเรื่องที่น่าโมโหอย่างแท้จริง และเป็นความล้มเหลวร่วมกันของโลกที่ไม่สามารถปกป้องเด็กที่เปราะบางมากที่สุด

องค์การอนามัยโลกระบุว่า ภาพรวมของปีนี้เลวร้ายยิ่งกว่าปีก่อน ข้อมูลชั่วคราวจนถึงเดือนพฤศจิกายนพบว่าตัวเลขเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึงสามเท่า สหรัฐแจ้งยอดผู้ป่วยโรคหัดในปีนี้ว่าสูงที่สุดในรอบ 25 ปี ขณะที่ซามัว ประเทศในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้พบผู้ป่วยกว่า 4,200 คน เสียชีวิตกว่า 60 คน ส่วนใหญ่เป็นทารกและเด็ก ด้านสี่ประเทศในยุโรปได้แก่ แอลเบเนีย สาธารณรัฐเช็ก กรีซ และอังกฤษ เสียสถานะประเทศปลอดโรคหัดหลังจากเกิดการระบาดใหญ่เมื่อปีก่อน ส่วน 5 ประเทศที่มีผู้ป่วยรวมกันเกือบครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยทั่วโลกเมื่อปีที่แล้วได้แก่ ไลบีเรีย ยูเครน สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก มาดากัสการ์ และโซมาเลีย

องค์การอนามัยโลกและองค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติหรือยูนิเซฟเผยว่า ปีที่แล้วเด็กร้อยละ 86 ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัดเข็มแรกตามกำหนดฉีควัคซีนตามปกติ แต่มีไม่ถึงร้อยละ 70 ที่ได้รับการฉีดเข็มที่สองเพื่อให้มีภูมิคุ้มกันอย่างเต็มที่ โรคหัดเป็นโรคที่ติดต่อง่ายยิ่งกว่าอีโบลา วัณโรค หรือไข้หวัดใหญ่ เชื้อสามารถล่องลอยอยู่ในอากาศหรืออยู่บนพื้นผิวได้นานหลายชั่วโมง หลังจากผู้ติดเชื้อออกจากสถานที่นั้นไปแล้ว ทำให้ผู้ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนเสี่ยงติดเชื้อ แต่อัตราการฉีดวัคซีนในประเทศร่ำรวยบางประเทศกลับถูกบดบังจากความเชื่อทางศาสนาหรือเหตุผลบางอย่างของผู้ปกครอง อีกทั้งยังมีความเชื่อผิด ๆ ว่าการฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัดทำให้เด็กเป็นออทิสซึม